มาตรฐานชั้นคุณภาพของอิฐมวลเบา




                อิฐมวลเบา Q-CON มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าอิฐทั่วๆ ไป ทั้งในด้านความแข็งแรง กันความร้อน กันเสียงและกันไฟ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน มอก. และเป็นคอนกรีตคุณภาพมาตรฐานสากล เพราะผลิตภัณฑ์ของ Q-CON ทุกประเภทจะเลือกใช้ระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง สูตร Cement Base ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางแล้วจากทั่วโลกว่าเป็นสินค้าคุณภาพดี และยังพิถีพิถันทุกขั้นตอนการผลิต เริ่มจากการเลือกใช้แต่วัตถุดิบธรรมชาติที่ได้คุณภาพ ได้แก่ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1 ทราย ยิปซั่ม ปูนขาว น้ำ และอลูมินั่ม โดยจะนำวัตถุดิบทุกชนิดมาทดสอบคุณภาพก่อนเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพ จากนั้นจึงนำมาผสมกันในสัดส่วนที่พอเหมาะด้วยสูตรเฉพาะของ Q-CON ซึ่งจะทำให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็กกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในเนื้อคอนกรีต แล้วจึงนำไปบ่มให้ได้ที่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตัดด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัยเพื่อให้คอนกรีตมีขนาดที่แน่นอน แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการอบไอน้ำ ที่เรียกว่า ” Autoclave” ภายใต้อุณหภูมิสูงและความดันสูง และภายในเวลาที่เหมาะสมด้วยเครื่องจักรอบไอน้ำที่ได้มาตรฐานสูง ทำให้เกิดโครงสร้างผลึก (Calcium Silicate) จนได้ที่มีความแข็งแรงสูง ได้เป็นอิฐมวลเบา Q-CON ที่มีคุณสมบัติพิเศษ น้ำหนักเบามาก แต่แข็งแกร่งได้มาตรฐานสากล ซึ่งเรามาดูกันว่าระดับชั้นคุณภาพของอิฐมวลเบามีอะไรบ้าง

ชั้นคุณภาพของอิฐมวลเบา

        อิฐ Q-CON สามารถผลิตได้ทั้งชั้นคุณภาพ 2 (G2) และชั้นคุณภาพ 4 (G4) ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ชั้นคุณภาพ ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 1505-2541
                        - อิฐ Q-CON มาตรฐาน G2 เพื่อบ้านที่เย็น เป็นฉนวนต้านทานความร้อนที่ดีเยี่ยม จากโครงสร้างผลึกและฟองอากาศพิเศษของอิฐ Q-CON ทำให้ได้อิฐมวลเบาที่มีความเป็นฉนวนมากเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีเฉพาะในอิฐ Q-CON เท่านั้น
                        - อิฐ Q-CON มาตรฐาน G4 แข็งแรง ได้คุณภาพตามข้อกำหนดทุกก้อน เพราะผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างเคร่งครัด ตามมาตรฐาน ISO 9001 ก่อนส่งออกจากโรงงาน อิฐ Q-CON G4 จึงเป็น G4 แท้ๆ ที่มีความแข็งแรงตามมาตรฐาน มอก.
        สรุปจากข้อมูลมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ระบุไว้นั้น แสดงให้เห็นว่าแบบชั้นคุณภาพ 4 (G4) สามารถรับแรงอัดและมีความหนาแน่นที่มากกว่าชั้นคุณภาพ 2 (G2)
การเลือกใช้วัสดุที่มีราคาถูกตามท้องตลาดทั่วไปทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาภายหลังเพราะเข้าใจว่าเป็นอิฐมวลเบาเหมือนกันคงมีคุณสมบัติเหมือนกันแท้ที่จริงแล้วในท้องตลาดมีทั้งอิฐมวลเบาของแท้และของเทียมกว่าอีก  10 ชนิด

อิฐมวลเบาเทียม

                อิฐมวลเบาที่เป็นของเทียม จะมีคุณภาพต่ำมาก อาจเลียนแบบได้แค่น้ำหนักเบา แต่คุณสมบัติอื่นๆไม่สามารถเลียนแบบ ได้ตามมาตรฐานอุตสหกรรม ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตรายใหม่ๆ ที่ผลิตจากเครื่องเรียนแบบนำมาประกอบเอง ดัดแปลงวัสดุบ้าง เช่น ยัดโฟม, ทำให้มีรูกวง หรือใช้ระบบแสงอาทิตย์ ซึ่งตามกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) กำหนดไว้เลยว่าตต้องอบไอน้ำยึดหดตัวต่ำเพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกับเยอรมัน พูดง่ายๆอิฐมวลเบาตามท้องตลาดที่ไม่ได้ผ่านการอบไอน้ำตามมาตรฐานมอก. ถือว่าไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ เมื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง เช่น เกิดการแตกร้าวจากการยืดหดตัว ฉาบไม่ติดเกิดการรั่วซึมของน้ำ เกิดเชื้อราดำ ขาดความแข็งแรงตอกเจาะไม่ได้ ใช้งานไปนานๆเกิดการยุ่ย ผุพังทลายในที่สุด

 อิฐมวลเบาของแท้

                ปัจจุบันประเทศไทยใช้มาตรฐานอุตสาหกรรมอ้างอิงกับมาตรฐานเยอรมัน NIN 4165 ใช้ชั้นคุณภาพเป็นตัววัดความแข็งแกร่งของอิฐมวลเบา ในต่างประเทศจะระบุชั้นความแข็งแกร่งลงไปในแบบตรงๆเลย เช่น " DIN 4165-G4-0.7x200x600x75"  หมายความว่า " อิฐมวลเบาชนิดอบไอน้ำ ชั้น 4  ความหนาแน่น  700 kg/ ล.บ.ม. ขนาด 20 ซม.x60 ซม. หนา 7.5 ซม." โดยแบ่งเป็นชั้นเกรดคุรภาพ 2,4,6,8 ชั้น
ชั้น G2   ความหนาแน่น  400-500 kg/ล.บ.ม.
ชั้น G4   ความหนาแน่น  600-700 kg/ล.บ.ม.
ชั้น G6  ความหนาแน่น   700-800 kg/ล.บ.ม.
ชั้น G8  ความหนาแน่น    800 kg/ล.บ.ม. ขึ้น
ในประเทศไทยอิฐมวลเบาอบไอน้ำมีเพียง 2 ชนิดเท่านั้น ที่ได้ มอก. 1505 - 2541 คือ มาตรฐาน มอก. ชั้นคุณภาพ G2 และ G4   โดยชั้นคุณภาพ G4  ความหนาแน่น  600-700 kg/ล.บ.ม. ถือเป็นชั้นคุณภาพสูงสุดที่ผลิตได้ในประเทศไทย


ความคิดเห็น